วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552

การใช้โปรแกรมในองค์กร ภาค 1

เคยเจอปัญหาเหล่านี้หรือไม่

  • ไม่พอใจโปรแกรมที่ใช้อยู่ เพราะ
  • ไม่สามารถออกรายงานได้ตามต้องการ
  • ไม่สามารถทำงานในแบบที่ต้องการ
  • ไม่สามารถตอบปัญหาได้ตรงกับประเด็น
  • ไม่พอใจการบริการ ก่อนขายอย่างหลังขายอย่าง
  • ปัญหาเกี่ยวกับข้อมูลหาย, โปรแกรมแฮงค์, โปรแกรมช้า, อื่น ๆ
  • หาคน Sopport ตอบคำถามไม่ได้
  • ติดต่อผู้พัฒนาหรือบริษัท ไม่ได้
  • ใช้งานไม่ได้ตามโฆษณา (ใช้งานจริงไม่ได้)

รู้ไหมปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะอะไร ???
อย่าเพิ่งโทษโปรแกรมอย่างเดียวนะ ผมอยากให้คุณมองปัญหาในหลาย ๆ มุมมอง ปัญหาอาจอยู่ที่องค์กรคุณก็ได้
ในฐานะที่ผมทำงานด้านที่ปรึกษาระบบงานบัญชีและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นเวลาหลาย ๆ ปี และ ติดต่อกับบริษัทฯ
ซอพต์แวร์เฮ้าส์ หลายแห่ง โปรแกรมเมอร์หลายท่าน ตั้งแต่ โปรแกรมจ้างเขียน(เทเลอร์เมด), โปรแกรมสำเร็จรูป(Pageage)
ซึ่งในการนำโปรแกรมมาใช้นั้น อาจเกิดปัญหาขึ้นในหลาย ๆ อย่าง ดังที่กล่าวข้างต้นแล้ว เราควรจะวิเคราะห์หรือแก้ปัญหายังไง

-ต้องการหาโปรแกรมแต่ไม่รู้จะเลือกตัวไหนดี, งบประมาณเท่าไรจะเหมาะสม ต้องดูอะไรบ้าง

ในฐานะผมที่เป็นคนกลางจะมาเล่าตัวอย่างให้ฟังนะครับ พร้อมทั้งสรุปในแต่ละเคส ซึ่งมุมมองแต่ละท่านอาจแตกต่างกันไปครับ

เริ่มต้นตั้งแต่ เรื่องนี้ มีบุคคล อยู่ 2 ฝ่าย ได้แก่ ผู้ใช้ <--> ผู้ขาย

ปฐมเหตุแห่งปัญหา

1.จัดหาโปรแกรมที่จะนำมาใช้งานในองค์กร
ก็เริ่มต้นตั้งที่ที่องค์กรมีความต้องการที่จะนำโปรแกรมมาใช้เพื่อช่วยในการทำงานซึ่งอาจจะเกิดจากความต้องการ
ของผู้บริหาร, หรือผู้ปฏิบัติงาน เองก็ดี บางครั้งอ่านเจอโฆษณาก็เกิดความต้องการ, บางครั้งเพื่อนแนะนำ, ฯลฯ
ซึ่งตรงจุดนี้จะมีวิธี 2 แบบ ในการนำโปรแกรมมาใช้
1. จ้างเขียน
2. จัดซื้อโปรแกรมสำเร็จรูป

การจ้างเขียนจะเกิดได้จาก....
- เชื่อถือในตัวบุคคล ว่าเขาจะเขียนโปรแกรมให้เราได้ ซึ่งกรณีนี้อาจเป็นเพื่อนหรือมีคนแนะนำมาก็ตกลงจ้างเขียน
กรณีนี้ต้องใช้เวลาและทักษะความชำนาญของผู้รับงานเป็นอย่างมาก เพราะมีหลายครั้งที่เป็นการเขียนแบบไม่ตรงงาน
(ภาษาชาวบ้านเรียกว่า"นั่งเทียน") และไม่ยอมที่จะแก้ไข, หรือบางครั้งก็ผู้ว่าจ้างเองนั่นแหละที่เปลี่ยนเสป็คไปมาไม่
สามารถสรุปความต้องการได้อย่างชัดเจน คิดว่าโปรแกรมเมอร์คือเทวดา ตัวเองทำงานมาเป็นสิบปีคิดแค่ว่าโปรแกรม
เมอร์มานั่งฟังงานไม่กี่วันก็จะทำโปรแกรมได้ กรณี นี้อาจจะมีปัญหาการทิ้งงานในอนาคต รุ่นพี่ผมบางคนก็ตกกระไดพลอย
โจนเพราะสาเหตุนี้ เกิดจากการแนะนำโปรแกรมเมอร์ไปให้บริษัทฯ ลูกค้า H/W คือลูกค้าซื้อเครื่องจากรุ่นพีผมคนนี้
และรุ่นพี่ก็แนะนำโปรแกรมเมอร์ให้ไปรับงานเขียนโปรแกรมเฉพาะธุรกิจ เสร็จแล้วหลังจากนั้นก็เกิดปัญหาระหว่าง
ผู้จ้าง->กับผู้รับจ้าง ในเรื่องของตัวโปรแกรม ผู้จ้่างบอกงานยังไม่เสร็จติดเรื่องนั้นเรื่องโน้นไม่ยอมจ่ายเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือ
แต่ผู้รับจ้างบอกจบแล้วตามเสป็คที่ตกลงกันมีอยู่แค่นั้นที่เหลือมาเพิ่มเติมที่หลังซึ่งการแก้ไขโปรแกรมไม่ใช่เรื่องง่ายต้องใช้
เวลาซึ่งพอเขียนไปก็ไม่จบสักทีเดี๋ยวเพิ่มเดี๋ยวลด ผู้รับจ้างเลยเลือกที่จะจบงาน(ละทิ้ง) ก็เลยเดือนร้อนรุ่นพี่ผมคนนี้ต้องเข้า
ไปไกลเกลี่ย ซึ่งพอดีรุ่นพี่ผมเป็นโปรแกรมเมอร์เก่าก็เลยรับผิดชอบทำให้ซะเลย ทุกวันนี้ยังอยู่ในวังวนธุรกิจนี้อยู่เลย
กรณีนี้เป็นปัญหาเพราะใคร ???? มีหลายองค์กรเจอปัญหานี้อยู่
ถ้าถาม ผมวิเคราะห์ดังนี้นะครับ
บอกไม่ได้ว่าใครผิดเพราะผู้ว่าจ้างชอบที่จะให้โปรแกรมเมอร์รับเหมางานเขียน และไม่ค่อยมีเสป็คที่ชัดเจน นี่คือพฤติกรรม
ของผู้บริโภคเมืองไทย ส่วนโปรแกรมเมอร์เองก็คิดว่าการเขียนงานไม่ใช่เรื่องยาก (ประเมินตัวเองและลูกค้าผิด) ไม่เข้าใจ
ความต้องการของลูกค้าอย่างถ่องแท้ บางครั้งผู้ว่าจ้างก็อยากได้ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่นต้องการขายทั้งนอกและในระบบ
และซื้อสินค้าทั้งนอกและในระบบ ซึ่งสินค้าก็เอามาขายมั่วและคละกันไปแต่อยากให้โปรแกรมทำสต๊อคทางบัญชีภาษีอากร
ให้โดยอัตโนมัติ อย่าให้ยอดติดลบ นี่คือตัวอย่าง หรือลูกค้าบางรายมาบอกผมว่าอยากได้โปรแกรมสต๊อคสินค้าที่ตัดยอด
อัตโนมัติโดยไม่ต้องป้อนข้อมูลการรับ/การเบิก เลย มันจะเป็นไปได้ยังไงครับ รวมกระทั่งบางครั้งโปรแกรมเมอร์ขาดทักษะ
ความรู้, ความเป็นไปในระบบงานนั้น หรือวัฏจักร งานนั้นอย่างถ่องแท้ รับงาน มั่วไปหมด ทุกธุรกิจ ทำให้งานที่ออกมาไม่ค่อย
ดีเท่าที่ควร (ในแง่ยืดหยุ่น, ใช้งานได้จริง)


การจัดซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปจะเกิดได้จา่ก...
- เชื่อถือในโปรแกรม ซึ่งจะเกิด จากมีตัวอย่างที่เคยเห็น, มีคนบอกต่อ, เชื่อโฆษณา, เกิดความเชื่อโดยตัวเองตามที่
เคยใช้(อาจจะในองค์กรเก่า) เรามาดูในแต่ละหัวข้อไปครับ

ดูแค่คำโฆษณาไม่พอเพียง
การไปดูโปรแกรมตัวอย่างหรือ Demo มันจะแลดูว่ามันใช้ได้ดีเสมอ การโฆษณาบางครั้งก็เกินจริง(มีหลายโปรแกรม)
ไม่บอกข้อด้อย, ข้อจำกัดของโปรแกรมตัวเอง (ไม่เชือลองถามดูได้) ต้องลองครับ ลองนำงานจริงไปด้วย(เวลาไปดู) แล้ว
ทดลองทำไปจริง ๆ งานจริง ๆ มีอะไรถามเข้าไปเลย พร้อมทั้งต้องให้ทำให้ดูนะครับหรือให้เราทำโดยให้ทางเจ้าหน้าที่ที่ Demo
แนะนำไปด้วย แล้วคุณจะรู้อะไรอีกมากมาย อย่าฟังเพียงแต่ว่า "โปรแกรมผมทำได้ครับ" จะต้องดูเงื่อนไขด้วยว่าทำได้โดย
วิธียังไง และยุ่งยากวุ่นวาย หรือเราจะสามารถปฏิบัติงานจริงได้ไหม

อย่าคิดว่าคนอื่นเขาใช้ได้เราก็ต้องได้เหมือนกัน
หลายองค์กรตัดสินใจซื้อโปรแกรมเพราะว่าธุรกิจประเภทเดียวกันกับเราใช้ได้เราก็น่าจะใช้ได้ ถ้าใครคิดอย่างนี้ผมบอกไว้
ก่อนเลยในเบื้องต้นว่าอาจจะเป็นวิธีคิดที่ผิด เพราะแม้กระทั่งธุรกิจแบบเดียวกัน ค้าขายเหมือนกัน ก็มิใช้ว่าิวิธีการทำงาน,
นโยบายองค์กร, วิชั่นหรือวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร จะหมือนกันเสียเมื่อไร ไม่งั้นจะมีคนเติบโต, มีคนตกต่ำ ได้ยังไง นั่นเพราะ
ปัจจัยหรือองค์ประกอบ, สภาพแวดล้อมมิได้เหมือนกันทั้งหมดเสียทีเดียว เพียงแต่ว่าธุรกิจบางประเภท(ย้ำว่าบางประเภท)
มีความเฉพาะที่เหมือนกัน เนื่องจาก
Supplier น้อยราย และพฤติกรรมการตลาดคล้ายคลึงกัน เช่น การสั่งซื้อ, การติดต่อ, การผลิต, นโยบายทางบัญชี
เช่น ตอนนี้ บริษัทหลายแห่งในเครือปูนซีเมนต์ นิยมการให้ทำ Bankgarantee, หรือกลุ่มลูกค้าต้องการให้เราเปิดใบเสร็จไปเลย ณ วันวางบิลแล้วครบกำหนดชำระหนี้จะโอนเงินให้ หรือต้องสั่งสินค้าจากหลายแห่งของอย่างเดียวกันแต่ต้องเรียกต่างกันไม่งั้น
สั่งไม่ได้

ราคา..ราคา.. แพงvsถูก
ส่วนเรื่องราคาผมไม่คอมเม้นท์นะครับ เพราะว่าถูกแพงมันอยู่ที่ผลลัพธ์จากการใช้งานบางครั้งเป็นการลงทุนที่สุดคุ้มค่าบางครั้ง
ก็เป็นการลงทุนที่สูญเปล่าเสียมากกว่า ซื้อมาทิ้งเสียเงินฟรีก็มาก ซื้อแล้วใช้ได้จริง ทำงานได้ พอใจเท่าไรก็น่าจะคุ้ม อาจจะคุ้มมาก คุ้มน้อยนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง การลงทุนในแต่ละบริษัท ก็ไม่เหมือนกันไม่เท่ากัน ผลลัพธ์อาจได้เท่ากันแต่การลงทุนไม่เท่ากัน
เยอะแยะไปครับ


ไว้รออ่านต่อ ภาค 2 ครับ